วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หนังสือทำมือ..หนังสือเล่มเดียวในโลก (ตอน ๑)

หนังสือทำมือ
หนังสือเล่มเดียวในโลก 
[ของฝากจากใจ ศน.อ้วน : ตอนหนึ่ง]



หนังสือทำมือคืออะไร..
หนังสือทำมือ..หนังสือมือทำ  ..หนังสือทำด้วยมือ  คือชื่อที่มีความหมายเดียวกัน   
คือ..หนังสือที่ทำด้วยมือของผู้จัดทำล้วนๆ 
อาจเป็น หนังสือเล่มเดียวในโลก  หมายถึง ทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น  
เป็น..หนังสือทำด้วยมือหน้าเดียว 
เป็น..หนังสือทำด้วยมือหลายหน้า  
เป็น..หนังสือทำด้วยมือที่รวมเป็นรูปเล่ม
เป็น..หนังสือภาพสามมิติหน้าเดียว 
เป็น..หนังสือภาพสามมิติหลายหน้า 
                  ฯลฯ


ใครคือผู้จัดทำหนังสือทำมือ
·        ผู้ที่สนใจอยากทำ(ใครก็ได้ค่ะ)
·        ครู
·        นักเรียน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ หนังสือทำมือง่ายๆ
·        กระดาษธรรมดาๆ  ขนาดใดก็ได้  เล็ก กลาง ใหญ่ 
·        ชนิดของกระดาษ  ตั้งแต่ขาวๆ ธรรมดาๆ  กระดาษพิมพ์งานทั่วไป จนถึงกระดาษหลากสี
       หลากสไตล์  ที่ผู้จัดทำพิจารณาแล้วว่าสวย  เหมาะ 
·        ดินสอ  ปากกา  สี  กรรไกร  กาว  คัทเตอร์  ไม้บรรทัด ฯ 
·        อุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ (ขึ้นอยู่กับ Concept ของผู้จัดทำ) เช่น ดอกไม้ ใบหญ้าแห้ง เชือก ฯ





เนื้อหาของหนังสือทำมือ 
·        ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้จัดทำว่าต้องการทำหนังสือทำมือเรื่องอะไร ทำให้ใครอ่าน 
·        กำหนดวัตถุประสงค์เดียวในหนังสือเล่มนี้ อาทิ
J อวยพรแก่ผู้รับหนังสือเนื่องในโอกาสต่างๆ
J เขียนสั้นๆ ย่อๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (สารคดี)
J นำเสนอสำนวนไทย ๑ สำนวน 
J นำเสนอสุภาษิตไทย ๑ สุภาษิต
J นำเสนอปริศนาคำทาย ๑ ปริศนา
J นำเสนอนิทาน ๑ เรื่อง
J นำเสนอพยัญชนะไทย ๑ ตัว  (สระ, วรรณยุกต์)
J นำเสนอความรู้ ๑ เรื่อง
J นำเสนอเพลง ๑ เพลง
         ….ฯลฯ....


ข้อฝากสำหรับคุณครูที่สนใจจะทำหนังสือทำมือ 
·        ความยากง่ายของเนื้อหา ควรคำนึงถึงวัย และพัฒนาการของผู้อ่านเป็นหลัก
·        ความยาวของเนื้อหา เช่นเดียวกัน
·        ความน่าสนใจของหน้าหนังสือ  เช่น ภาพที่ตกแต่งประกอบเรื่อง  อาจเป็นภาพวาด ภาพที่   ตัดจากหนังสือ แผ่นพับ แผ่นปลิว หรือวารสาร นิตยสารต่างๆ  ควรชัดเจน สวยงามสื่อความหมายได้ตรงกับเนื้อหา 
·        สัดส่วนของเนื้อหากับภาพประกอบ  ควรเหมาะสมกับวัย  วุฒิภาวะของผู้อ่าน อาทิ
J หากเป็นเด็กเล็กๆ ภาพควรใช้พื้นที่มากกว่าเนื้อหา เช่น ๗๐:๓๐ , ๖๐:๔๐
J หากเป็นเด็กอายุประมาณ ๘-๑๐ ปี สัดส่วนของภาพกับเนื้อหาก็  ๕๐ : ๕๐ 
J หากโตขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง อายุประมาณ ๑๑-๑๓ ปี สัดส่วนของภาพก็จะลดขนาดลง เนื้อหาก็เพิ่มมากขึ้น  เช่น ๔๐:๖๐ หรือ ๓๐:๗๐
J หากเป็นเด็กเริ่มสู่วัยรุ่น อายุตั้งแต่ ๑๔ ปีขึ้นไป ขนาดของภาพก็อาจลดลงเหลือ ๒๐:๘๐ หรือ บางเนื้อหาอาจไม่ต้องมีภาพก็ได้  เป็นต้น
·        รูปทรง หรือ รูปลักษณ์ของรูปเล่ม  ผู้จัดทำสามารถทำได้ตามชอบ อาจเป็นรูปหนังสือธรรมดา หรือ มีรูปทรงแปลกๆ เพื่อให้ต้องตาต้องใจผู้อ่าน
·        ความประณีต เรียบร้อย งดงาม และ ความมั่นคงของรูปเล่ม เป็นสิ่งที่ผู้จัดทำต้องไม่ลืมด้วย



ใครคือผู้จัดทำหนังสือทำมือ
·        ผู้ที่สนใจอยากทำ(ใครก็ได้ค่ะ)
·        ครู
·        นักเรียน




ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ..น่าสนใจด้วย
ลองมาดูคุณครูภาษาไทยแม่ฮ่องสอนทำ “หนังสือทำมือ” กันนะคะ
...เพียงคืนเดียวก็ทำได้
คุณครูหลายท่านตั้งอกตั้งใจทำโดยใช้เวลาทั้งคืน
บางท่านบอกว่าทำครึ่งชั่วโมง
บางท่านบอกว่าทำไม่ทัน  แต่มีของเดิมอยู่แล้วจึงเอามาแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง
เป็นการแสดงถึงความสามารถของการเป็น ครู” ได้อย่างน่าประทับใจ

ครูของศิษย์..ครูเพื่อศิษย์โดยแท้

เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่แสนน่ารัก



คุณครูหมายเลข ๑  เป็นหนังสือนิทาน ๖ ช่อง ทำด้วยกระดาษ A ๔ ธรรมดาสัดส่วนของภาพกับข้อความประมาณ ๖๐: ๔๐   ในแต่ละหน้าภาพสวย สื่อความได้ตรงกับเนื้อหา  ภาพขยาย (๙) และข้างล่างค่ะ  ..ปรบมือให้ค่ะ..สวยๆ

คุณครูหมายเลข ๒  เป็นหนังสือสำนวนไทย  ทำด้วยกระดาษ A ๔  พับ ๔  หน้าแรกเป็นสำนวนไทย   หน้าที่ ๒ เป็นความหมาย  หน้า ๓-๔ เป็นตัวอย่างของการการใช้สำนวนไทย และรายละเอียดอื่นประกอบ  ..น่ารักมากค่ะ.. มีภาพประกอบที่สื่อถึงสำนวนไทยด้วย
คุณครูหมายเลข ๓  เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กที่มีหลายหน้า รูปทรงของหนังสือเป็นรูปสัตว์ นำเสนอเนื้อหาด้วยการเขียนด้วยลายมือของคุณครู  พร้อมวาดรูปประกอบ(เสียดายที่ไม่ได้บันทึกภาพไว้ชัดๆ เพราะมัวแต่ฟังคำอธิบายของผู้จัดทำ)..สวยงามน่าสนใจค่ะ..
คุณครูหมายเลข ๔  หนูนา..ทำหนังสือภาพพยัญชนะไทย  เขียนด้วยกลอนสี่(ใช่นะคะ หนูนา)ที่นำเสนอเป็นตัว ก ไก่ ภาพประกอบเป็นภาพ ๓ มิติ เป็นประตูบ้านของไก่น้อย..น่ารักมากๆ ค่ะ  คุณครูหนูนาตั้งใจจะทำครบ ๔๔ ตัว  สำหรับลูกสาวตัวเล็กจ้อยด้วย  เหมาะสำหรับเด็กอนุบาลและเด็กชั้น ป.๑ ทั้งเด็กพื้นราบและเด็กชาวเขา
คุณครูหมายเลข ๕, ๖, ๑๐   เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก เช่นเดียวกัน ต่างกันที่เนื้อหา บ้างเป็นนิทาน บ้างเป็นความรู้ เช่น เรื่องตัวละครในวรรณคดีไทย   บ้างเป็นบทความจากวารสารต่างๆ ตัดมาปะเพื่อให้เด็กฝึกการอ่านวิเคราะห์  ..ยอดเยี่ยมทุกท่านค่ะ..
คุณครูหมายเลข ๗ เป็นหนังสือสามมิติหน้าเดียว หรือเรียก pop up  ของหนุ่มหล่อเสื้อเหลือง ซึ่งอธิบายว่าเป็นสื่อที่ทำคืนเดียว  เนื้อหานำเสนอเพลง ตาแก่ขี้เมา  เป็นเพลงเพื่อชีวิตของแอ๊ดคาราบาว  ทำด้วยกระดาษวาดขนาดสมุดเล่มใหญ่ ๑ แผ่น พับครึ่ง มีภาพตาแก่ขี้เมาผมยาวเป็นตัวการ์ตูนประกอบ เมื่อคลี่หนังสือออกก็จะเห็นตาแก่ขี้เมาลุกขึ้นยืน ครึ่งกระดาษด้านบน นำเสนอเนื้อเพลง  ครึ่งกระดาษด้านล่างเป็นข้อคำถามเพื่อฝึกคิดวิเคราะห์ ระดับมัธยม  สุดยอดๆค่ะ..เหมาะมาก  รับรองได้ใจเด็กมากเลยทีเดียว
คุณครูหมายเลข ๘   เป็นหนังสือสามมิติหน้าเดียวเช่นกัน  สวยงามมากเช่นกัน ภาพมีขนาดใหญ่ เนื้อหาเป็นเรื่อง สุภาษิตไทย (ภาพขยาย หมายเลข ๑๑)
และมีคุณครูอีกหลายท่านที่มีความพยายามที่จะทำหนังสือทำมือ แต่ยังไม่สำเร็จเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา  ผู้เขียนชื่นชมและประทับใจมาก พร้อมกับได้ฝากแนวทางเพิ่มเติมสำหรับคุณครูที่สนใจที่จะทำ“หนังสือทำมือ”ทุกรูปแบบ 





ฝากคุณครูที่รักทุกท่านอีกนิดค่ะ ..
*การเขียนนิทานด้วยลายมือ ควรถูกต้องตามอักขรวิธี  
*ลายมือควรสวยงาม อ่านง่าย เพื่อการเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักเรียน
*การใช้เครื่องหมายวรรคตอน  การวางสระ วรรณยุกต์ ควรตรวจสอบให้ละเอียดลออ
*หนังสือทำมือเป็นสื่ออย่างง่าย..ง่ายที่สุด..สำหรับให้นักเรียนได้ใช้ในการอ่าน
*ประหยัดวัสดุอุปกรณ์  (แก้ปัญหาเรื่องงบประมาณของโรงเรียนที่มีน้อย)
*คุณครูสามารถสร้างหนังสือทำมือเป็นตัวอย่างแก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนสร้างเอง
*หากมีนักเรียน ๒๐ คน คุณครูก็จะได้ “หนังสือทำมือ”  หรือ “หนังสือเล่มเล็ก” ไว้เป็นสื่อประกอบการอ่าน  ที่แสนน่ารัก  รวม ๒๐ เล่ม (ต่อหนึ่งครั้ง)
*เพื่อให้งานมีคุณภาพ ..หนังสือทำมือเล่มแรกของนักเรียนอาจยังไม่ถูกต้อง ในเรื่อง
        -การเขียน ลายมือยังไม่ดี  
        -ภาพประกอบยังไม่สื่อ เช่น วาดเสือ แต่ดูเหมือนแมว 
        -บางเรื่องที่นำเสนอเป็นบทร้อยกรองอาจยังไม่ถูกต้องตาฉันทลักษณ์เป็นต้น 
*คุณครูสามารถเป็นบรรณาธิการกิจสำหรับนักเรียนด้วย  ..อาจมีการแก้ไขมากกว่าหนึ่งครั้ง สำหรับนักเรียนบางคน  หรือมากกว่านั้น  แต่ท้ายที่สุดก็จะได้ผลงานที่ดี
*ย้ำๆนะคะ..ก่อนจะเป็นหนังสือใช้สำหรับอ่าน หรือประกอบการสอน ควรมีการตรวจสอบหลายๆครั้ง โดยคุณครู..และโดยการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการแสดงความคิดเห็น   ก่อนที่จะคัดเลือกไว้ในห้องสมุดต่อไป
*ความบรรเจิดสวยงามที่บังเกิดขึ้น สำหรับเด็กที่ได้ทำหนังสือทำมือด้วยตัวเอง..
 นั่นคือ“ความภาคภูมิใจ” และ “ความสุขที่ยิ่งใหญ่” 
 สิ่งต่อไปคือ “นิสัยรักการอ่าน”





..เพียงกระดาษแผ่นเดียว+ความคิดสร้างสรรค์+จินตนาการ..
ทำด้วย Head  Hand  Heart

คุณครูก็มีสื่อการสอนแล้ว
นักเรียนก็มีหนังสือเล่มเล็กๆไว้อ่าน
ห้องสมุดโรงเรียนมีหนังสือที่นักเรียนเขียนเอง..เป็นผู้ประพันธ์
ปัญหาการขาดหนังสือสำหรับโรงเรียนไกลกันดารก็จะลดลง

ครูเขียน..นักเรียนอ่าน
พี่ทำ..น้องอ่าน

กิ๊บเก๋ยูเรก้า..จริงไหมคะ




รายละเอียดของการจัดทำหนังสือทำมือทั้งหมดนี้
ผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ในการนิเทศการเรียนการสอน
ดังนั้นหากท่านผู้รู้ที่มีประสบการณ์เห็นว่ารายละเอียดใดยังไม่ถูกต้อง
กรุณาแลกเปลี่ยนและบอกกล่าวได้นะคะ
ยินดีรับฟังและแก้ไขค่ะ
ด้วยใจจริงค่ะ
ศน.อ้วน

********************************************

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

กัลยาณมิตรนิเทศ..นิเทศด้วยใจ


นิเทศด้วยใจ...

          ก่อนหน้าที่ครอบครัวเราจะจัดการศึกษาโดยครอบครัว คำว่า ศึกษานิเทศก์ นั้นเป็นคำที่ไม่สู้จะคุ้นเคยนัก ภาพของการนิเทศก์ก็ดูจะไม่ต่างไปจากการเป็นวิทยากรอบรมเสริมความรู้ให้แก่บรรดาครูบาอาจารย์
ในทัศนะของเรา ครู เป็นงานที่สังคมไทยให้การเคารพยกย่อง ด้วยความคาดหวังต่อบทบาทของครู ที่ไม่เพียงต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดทักษะความรู้ให้แก่ผู้เรียน แต่ยังเป็นผู้ปลูกฝังและฟูมฟักคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ผู้เรียนด้วย เพื่อให้เติบใหญ่ไปเป็นสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพของสังคม ครูจึงเป็นงานที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจและความมุ่งมั่นมากเป็นพิเศษ
          ดังนั้น ครูของครู ย่อมเป็นภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ในฐานะผู้ชี้แจงแนะนำทางการศึกษาให้แก่บรรดาครูอาจารย์ เพราะศึกษานิเทศก์และภาระหน้าที่การเป็นครูของครูนี้แหละที่จะเป็นกลไกการสร้างครูคุณภาพ (มืออาชีพ) สร้างการศึกษาของชาติอย่างเป็นระบบ
          นิเทศอย่างไรจึงจะได้ครูดี? (ไม่เพียงแค่ครูเก่ง) หากนิเทศครูด้วยการบอกให้ทำ ครูจะสอนนักเรียนต่อด้วยการสั่งให้ปฏิบัติไหม? ศึกษานิเทศก์ต่างจากวิทยากรอย่างไร? และคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับกลไกการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเด็กไทยของเรา

          จวบจนเมื่อครอบครัวเราตัดสินใจจัดการศึกษาให้ลูกสาวคนเดียวของบ้านในระบบบ้านเรียน เราไม่เพียงไดัรับรู้เรื่องราวของแวดวงการศึกษาเพิ่มมากขึ้น แต่ยังได้เห็น มีโอกาสได้สัมผัสกับตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการให้ความรู้และคำแนะนำ
...สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำอยู่นี่แหละคือ... และถ้าเราสามารถเสริม... เชื่อมโยงไปสู่... ได้ก็เยี่ยมเลยค่ะ
...มีอะไรโทรมาได้เลยนะค่ะ... ที่สำคัญ ห้ามเกรงใจ
...  ... ...
ทุกครั้งที่พบปะ เราจะเห็นศึกษานิเทศก์มาพร้อมกับรอยยิ้ม รับฟังว่าเราทำอะไรไปบ้าง ไม่เคยบอกว่าการสอนของพ่อกับแม่ผิดและที่ถูกต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มาเพื่อช่วยจริงๆ ช่วยดูว่าเราขาดอะไร จะเสริมอย่างไรเพื่อให้เด็กนักเรียนคนเดียวของเราได้รับประโยชน์สูงสุด แม้การสนทนาผ่านระบบการสื่อสารเราก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงมิตรไมตรีและความเมตตาที่ส่งผ่านมาให้อย่างสม่ำเสมอ เรารู้สึกถึงความเชื่อมั่นที่ศึกษานิเทศก์มีต่อเราในฐานะผู้สอน และนั่นส่งผลให้เราเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น (แต่แทบทุกครั้งมักจะมีการบ้านให้ทำต่อหรือเพิ่มเติมเสมอ) สิ่งที่ตามมาจึงเป็นกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาก้าวต่อไปด้วยความเต็มใจ
ฟังดูแล้วชวนให้นึกถึงนิทานเรื่องที่สายลมกับดวงตะวันแข่งกันทำให้คนเดินทางถอดเสื้อคลุม... สายลมกล้าโหมพัดหวังให้เสื้อคลุมหลุดปลิว แต่พัดยิ่งแรง นักเดินทางยิ่งยึดกุมเสื้อไว้แน่น ส่วนตะวันนั้น เริ่มส่องแสงอุ่น แล้วค่อยๆ ฉายแสงแรงขึ้น นักเดินทางร้อนจนเหงื่อตก ไม่นานก็ถอดเสื่อคลุมออกเอง...
สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาเผยให้เราได้เห็นคำตอบในเรื่องของการนิเทศ หากอยากได้ครูดีและเก่งก็ต้องชี้แนะครูด้วยคุณธรรมคู่ความรู้ หากอยากให้ระบบการศึกษาไทยเข้มแข็งทั้งสมองและจิตใจ ก็ต้องชี้นำสังคมด้วยปัญญา ซึ่งสวนทางกับการกำหนดกฎเกณฑ์เป้าหมายเป็นกรอบบังคับให้ปฏิบัติ ทำได้ตามเป้าก็ตบรางวัล ไม่ได้ตามเกณฑ์ก็คาดโทษลงทัณฑ์ ซึ่งมีบทพิสูจน์ให้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า กระตุ้นกันได้ก็แต่เพียงด้านปริมาณเท่านั้น   
เราอยากจะเรียกสิ่งที่ครอบครัวเราได้สัมผัสว่า นิเทศด้วยใจ ใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาและคุณธรรม ครูผู้สอนสั่งด้วยท่าทีที่สุภาพอ่อนโยน เป็นมิตรกับผู้สอน (พ่อแม่) เมตตาต่อผู้เรียน (น้องก้านตอง) ให้ความรัก ให้การยอมรับ ให้เวลา ให้คำแนะนำ ให้การช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ให้คำชมเชย และที่สำคัญอย่างยิ่งคือให้โอกาส
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นปฏิบัติการเชิงบวก ที่จะสร้างสรรค์ สร้างเสริม ทั้งผู้เรียน ผู้สอนให้มีพลังในการเรียนรู้ ทั้งในแนวทางปกติและการแสวงหาหนทางแห่งความรู้ใหม่ๆ ได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อยย่อท้อ
ขอขอบพระคุณ ศึกษานิเทศก์วัชราภรณ์  วัตรสุข คุณครูผู้เปิดโอกาสให้ครอบครัวเราได้พบกับการนิเทศด้วยใจ  คุณครูผู้เป็นเสมือนหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยเมตตา
                                                           
                                                            กราบขอบพระคุณด้วยใจ
                                                                ครอบครัวก้านตอง




วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

Best Practice ด้านการนิเทศ รางวัลที่ ๑ ระดับชาติ ปี ๒๕๕๔



การใช้นวัตกรรมการนิเทศแก้ปัญหาการอ่านการเขียน
และยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย
Best  Practice   รางวัลที่ ๑  ระดับชาติ  ปี ๒๕๕๔
ชื่อนวัตกรรม  คุณธรรมนิเทศ ๕  นำพานักเรียนให้อ่านออกเขียนได้”
วัชราภรณ์ วัตรสุข
-------------------------------------------------------------------------------------------        

         ๑.ความเป็นมา  
                 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑  ตระหนักและเห็นความสำคัญจำเป็นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้และการมีนิสัยรักการอ่านของนักเรียน จึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ ขึ้น โดยเริ่มดำเนินการในการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านคุณภาพผู้เรียนช่วงชั้นที่ ๑-๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมาโดยการบริหารคุณภาพการศึกษาของ ๔ อำเภอ  มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  ในระดับอำเภอใช้การบริหารรูปแบบ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษามีคณะทำงานของเครือข่ายเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนในอำเภอนั้นๆ เป็นทีมงานในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามกำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔  
          สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑  โดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาได้ดำเนินการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนและนิเทศติดตามในเรื่องการแก้ไขปัญหาของนักเรียนที่อ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำไม่ได้ตามมาตรฐาน โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบ กำหนดขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงานชัดเจน ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งนี้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดในแต่ละระดับชั้น มีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืนได้
          ๒.วัตถุประสงค์
                  ๒.๑ แก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียน ระดับประถมศึกษา โดยมุ่งเน้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓  และเน้นเป็นพิเศษในกลุ่มนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์
                  ๒.๒ ยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทย ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของทุกโรงเรียนในสังกัด                    
          ๓.การดำเนินงาน
๓.๑ นวัตกรรมการนิเทศ ที่กลุ่มนิเทศได้ดำเนินงาน ได้แก่  คุณธรรมนิเทศ ๕  นำพาให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้”เป็นการใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ ที่ได้บูรณาการระหว่างแนวคิด ๓ ขั้นตอนการนิเทศ ของศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์  และผู้รายงานได้คิดริเริ่มใช้เทคนิคการนิเทศ เรียกว่า “คุณธรรมนิเทศ ๕” ประกอบด้วย ยิ้ม ประนม ก้ม ขาน การให้  ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นกัลยาณมิตรที่จะก่อให้เกิดผลดีในการทำงานระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ  โดยนำมาใช้ใน  ๓ ขั้นตอนการนิเทศดังกล่าว สร้างเป็นรูปแบบ(Model)ขึ้นและนำมาใช้ในการดำเนินงาน  จนปรากฏต่อสถานศึกษา ผู้รับการนิเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                                    ขั้นตอนที่ ๑  สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้กับผู้รับการนิเทศ   
                                    ขั้นตอนที่ ๒  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ทำได้จริงกับผู้รับการนิเทศ    
                                    ขั้นตอนที่ ๓  ติดต่อสื่อสารสม่ำเสมอ 

ขั้นตอนที่ ๑  สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้กับผู้รับการนิเทศ  ได้แก่ ครูผู้สอน ผู้บริหาร และศึกษานิเทศก์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน  แจ้งจุดมุ่งหมาย  กำหนดแผนงาน  แนะนำ  สาธิต  ฝึกปฏิบัติ  ทำแผนการจัดการเรียนรู้  ผลิตสื่อ  การวิจัยในชั้นเรียน และแผนการนิเทศ ฯลฯ

ขั้นตอนที่ ๒  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ทำได้จริงกับผู้รับการนิเทศ ที่เน้นการสร้างเครือข่าย  ได้แก่ ครูเครือข่าย  ผู้บริหารเครือข่าย  ศึกษานิเทศก์เครือข่าย ทดลองปฏิบัติจริง  ปรึกษาหารือ  แลกเปลี่ยนเรียนรู้  ให้เอกสาร/สื่อ  ให้คำปรึกษา  แนะนำ  ครูผู้สอนขยายเครือข่ายกว้างขึ้น

ขั้นตอนที่ ๓ ติดต่อสื่อสารสม่ำเสมอ ด้วยการนิเทศ ติดตาม เยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่อง ช่วยกันแก้ปัญหาและให้กำลังใจ 

๓.๒ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน   ความสำเร็จของการนิเทศที่เกิดขึ้น  ได้กำหนดเงื่อนไข คือ (๑) การอาสาปฏิบัติ (๒) ร่วมคิดร่วมทำ (๓) สร้างความเป็นมิตร  (๔) ทำงานเป็นทีม  (๕) ไม่มุ่งเน้นปริมาณ    ดังนั้นจึงมีการร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่  ศึกษานิเทศก์กลุ่มสาระภาษาไทย ๓ คน  ศึกษานิเทศก์ทุกคนในกลุ่มนิเทศฯรวม ๑๑ คน  ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ   กลุ่มครูผู้สอนภาษาไทย ๕๙๔ คนและสาระอื่นๆ ๘๖๐ คน จากสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา รวม ๙๓ คน กลุ่มผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาที่ร่วมพัฒนา ในปัจจุบันได้พัฒนาเป็นเครือข่ายการเรียนรู้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
 
๓.๓ การใช้ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่  คุณธรรมนิเทศ ๕  ที่ผู้รายงานได้ใช้โดยตลอด ในกระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ  ได้แก่
(๑)ยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีอันดีระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ 
(๒)ประนม ให้ความเคารพด้วยการประนมมือไหว้จนเป็นนิสัย เป็นคุณลักษณะที่ผู้นิเทศควรกระทำเพื่อการเป็นตัวอย่างที่ดีงาม
(๓)ก้ม อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยความจริงใจและนุ่มนวลเพื่อก่อให้เกิดมิตรไมตรีในการประสานงานการนิเทศ
(๔)ขาน ใช้คำพูดสุภาพ จริงใจและสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกที่ดีต่อกัน พร้อมที่จะร่วมมือ ร่วมใจขจัดปัญหาต่างๆและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามแก่เด็ก เน้นการพูดกระตุ้นให้ครูคิดหาวิธีการ/แนวทางในการทำงานด้วยตนเอง 
(๕)การให้ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ ได้ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ได้แก่ ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ  ให้เวลา  ให้โอกาส  ให้กำลังใจ ให้สื่อ  ให้ความเป็นมิตร ให้การแบ่งปัน และ ให้อภัย  เป็นต้น   ซึ่งส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีอย่างยิ่ง  ปรากฏผลเชิงประจักษ์ชัดเจน

๓.๔ แนวทางการพัฒนาต่อยอด ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน 
กลุ่มนิเทศได้กำหนดภาพความสำเร็จในอนาคต ๓ ประการ คือ
(๑)คุณภาพของครูผู้สอน  
(๒)คุณภาพการจัดการเรียนรู้ 
(๓)คุณภาพผู้เรียนที่อ่านออก คิดเป็น เขียนได้สู่คุณภาพสังคมไทย พร้อมสู่ประชาคมอาเซียน  


๓.๕ การวางแผนต่อยอด  ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ ดังนี้
(๑)จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๘ (เดิมที่ได้จัดทำคือ แผนพัฒนาฯฉบับปีพ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๓) โดยปรับเพิ่มนโยบาย/มาตรการ/กลยุทธ์/การดำเนินงาน ในเรื่องต่อไปนี้ คือ

๑.๑ การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑
๑.๒ จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สพฐ. ๑๐ ประการ พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕
๑.๓ การเตรียมพร้อมในการใช้ภาษาไทยและการสร้างนิสัยรักการอ่านอย่างยั่งยืนสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘

                            (๒)ใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ โดยใช้คุณธรรมนิเทศ ๕ ที่ได้คิดริเริ่มขึ้นต่อไป โดยเพิ่มวิธีการ  Coaching  ในการนิเทศ  เน้นการกระตุ้นให้ครูผู้สอนแสวงหาแนวทางและวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านการอ่าน คิด เขียน และการเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน ให้ครบเต็มพื้นที่ร้อยละ ๑๐๐ 

                           (๓)ใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ โดยใช้คุณธรรมนิเทศ ๕ ที่ได้คิดริเริ่มขึ้นต่อไป ใช้รูปแบบการจัดการความรู้ (KM : Knowledge Management)  รวม ๗ ขั้นตอน  คือ

                   ๑.การบ่งชี้ความรู้ ถึงความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่องค์การและผู้ที่มีความรู้ โดยอิงจากยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายขององค์กร ซึ่งได้แก่แผนกลยุทธ์ของ สพฐ.และ สพป.เชียงใหม่ เขต ๑   
                   ๒.การสร้างหรือแสวงหาความรู้ ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความรู้ที่เป็นประโยชน์ 
                   ๓.การจัดหมวดหมู่ความรู้ให้เป็นระบบสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถอ้างอิงได้ 
                   ๔.การประมวลและกลั่นกรององค์ความรู้ ให้สามารถเข้าใจได้ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานกลั่นกรองความรู้ให้ถูกต้อง ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน 
                   ๕.การเข้าถึงความรู้:โดยเตรียมระบบการเข้าถึงความรู้ที่เหมาะสมเพื่อให้บุคลากรในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างสะดวก รวดเร็วและในเวลาที่ต้องการ 
                   ๖.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ :
                   ๗.การเรียนรู้นำไปใช้งาน ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้



วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ยิ้ม ประนม ก้ม ขาน การให้ : สูตรเสน่หาของกัลยาณมิตรนิเทศ

ด้วยมุ่งมั่นงานนั้นหรือคือชีวิต
                             ด้วยมีจิตโอบเอื้อเพื่อการศึกษา
                             คุณธรรมนิเทศน้อมนำมา
                             จึงก้าวหน้าตามพ่อผู้ก่อชีวิน
                             จะยึดมั่นปณิธานที่ตั้งไว้
ยิ้ม ประนม ก้ม ไหว้ ไม่ทุศีล
ขับขานถ้อยมธุรสเป็นอาจิณ
เป็นผู้ให้ชนทั่วถิ่นทุกเวลา            





                                      



วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

๕ ปี ๔ ยุทธศาสตร์..สู่อาเซียน


     
                                          
     
     ๕ ปี  ๔ ยุทธศาสตร์...สู่อาเซียน
                   


ยุทธศาสตร์ที่ ๑
แก้ปัญหาให้อ่านออกและเขียนได้     ภาษาไทยเพิ่มระดับสัมฤทธิ์ผล
เสริมคิดเพิ่มสื่อสารเด็กเยาวชน        สร้างให้คนรักการอ่านอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ที่ ๒
คุณภาพของครูยุคใหม่                   เสริมแรงได้ด้วยผู้บริหาร 
ร่วมพลังประสานพัฒนางาน             เพื่อเร่งการอ่านเขียนภาษาไทย

ยุทธศาสตร์ที่ ๓
รณรงค์สร้างเครือข่ายมุ่งพัฒนา        แก้ปัญหาส่งเสริมสร้างนิสัย
ร่วมสร้างสรรค์ทำงานด้วยเต็มใจ       สามัคคีไว้สู่เป้าหมายเด็กไทยเรา

ยุทธศาสตร์ที่ ๔
เร่งกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง         โรงเรียนเฟื่องเขตพื้นที่ไม่หนีหาย
เด็ก เยาวชนเชียงใหม่หญิงและชาย   มีคุณภาพพร้อมก้าวไกลสู่สากล 

                 

               "...ภาษาไทยพราวพิไลในอาเซียน.."